นพ.ชูชัย ตั้งเลิศสัมพันธ์
คราวนี้ผมเขียนเรื่องเริมที่อวัยวะเพศเพราะว่ามีคนไข้ 2 คนมารักษาด้วยโรคนี้ในเวลาใกล้ๆ กัน คนแรกเคยเป็นเริมมาก่อนแล้ว แต่หายไป 5 ปี แล้วมาเป็นใหม่ เวลามาพบผมผู้ป่วยก็ทราบดีว่าตนเองเป็นเริมแต่ผู้ป่วยบอกว่าที่มาพบผมเพื่อ “update ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเริม” ส่วนคนที่สองมาพบผมนั้นไม่เคยเป็นเริมมาก่อนเวลาผมบอกว่าเป็นเริมก็เป็นกังวลมากแล้วสอบถามผมเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียด ซึ่งผมเห็นว่าคำถามของผู้ป่วยทั้ง 2 ท่านนี้เป็นประโยชน์มาก ก็เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

Q: เริมที่อวัยวะเพศเกิดจากอะไร
A: เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Herpes ชนิดที่ 2 ซึ่งเชื้อตัวนี้เป็นพี่น้องกับเริมที่บริเวณปากซึ่งเกิดจากชนิด Herpesชนิดที่ 1
Q: เริมติดต่อกันได้อย่างไร
A: เริมที่อวัยวะเพศส่วนมากเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนที่ปากเกิดจากการจูบหรือการใช้ภาชนะร่วมกัน ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้จะเกิดผื่นขึ้นหลังจากการสัมผัสประมาณ 2-20 วันและเวลาเกิดผื่นแล้วมักเป็นตุ่มน้ำใสรวมกันเป็นกลุ่มและแตกเป็นแผลซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน หลังจากที่เกิดตุ่มครั้งแรกหายแล้ว เชื้อไวรัสจะเข้าไปหลบที่เซลล์ประสาท พอวันดีคืนร้ายก็จะออกมาทำให้เกิดตุ่มซ้ำอีก เช่น เวลาไม่สบาย เครียดหรืออื่นๆ
Q: ถ้าไม่มีประวัติเป็นเริมที่อวัยวะเพศมาก่อน แล้วเป็นครั้งแรกจะทราบได้หรือเปล่าติดมาจากใคร?
A: ยากมากครับ เพราะ
- คนที่สัมผัสกับเชื้อเริมที่อวัยวะเพศครั้งแรก บางทีก็จะไม่มีอาการมากหายไปเองเวลากลับมาเป็นซ้ำอีกทีถึงจะรู้ตัวและหลงคิดว่าเป็นครั้งแรก
- เวลาที่คุณมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เคยเป็นเริมถึงแม้ว่าคู่ของคุณที่เป็นเริมจะไม่มีแผลหรือตุ่มใดๆ ก็สามารถติดต่อได้ครับ ซึ่งมีการคาดคะเนว่า 80 % ของการติดต่อของเริมที่อวัยวะเพศในปัจจุบันจะติดต่อกันเมื่อไม่มีแผลหรือผื่น (เพราะถ้ามีแผลหรือผื่นก็คงไม่ควรยุ่งกันหรือใช้ถุงยางอนามัยช่วยด้วย) เพราะไวรัสสามารถติดต่อได้ออกมาได้ เรียกว่า “asymptomatic viral shedding”
- ระยะฟักตัวของเชื้อมีได้ตั้งแต่ 2-20 วัน
เพราะฉะนั้นเวลาเป็นแล้วอย่าไปโทษใครไม่มีประโยชน์หรอกครับ
Q: ยาที่ใช้ในการรักษาโรคเริมมีอะไรบาง
A: สมัยก่อนมีเพียงตัวเดียวคือ Acyclovir ซึ่งต้องทานวันละ 5 ครั้ง ปัจจุบันมียาใหม่ คือ Famciclovir และ Valaciclovirซึ่งทานเพียงวันละ 2-3 ครั้งเท่านั้น
Q: ครีม Acyclovir สามารถรักษาโรคเริมได้หรือไม่?
A: ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ในคนที่ดีพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าครีมชนิดนี้ได้ผลจริง แต่ในคนไข้บางคนอาจได้ผลบ้าง เพราะฉะนั้นผมมักแนะนำให้ลองใช้ดูซัก 2-3 ครั้งว่าช่วยได้หรือเปล่า เมื่อเปรียบเทียบกับการที่ไม่ใช้ครีมนั้น (ต้องอย่าลืมว่าโรคเริมเกิดจากไวรัสซึ่งก็สามารถหายเองได้ด้วยครับ)
Q: เราสามารถป้องกันโรคเริมได้อย่างไรบ้าง
A: สำหรับเริมที่บริเวณปากนั้นเวลารู้สึกแสบๆ ตึงๆ ซึ่งเป็นอาการของการที่โรคเริมจะกลับเป็นซ้ำอีก (ซึ่งส่วนมากผู้ป่วยจะรู้ตัวเอง) ไม่ควรที่จะเอาบริเวณที่เป็นโรคสัมผัสกับผู้อื่น เช่น การจูบ, การใช้ส่งแก้วน้ำหรือลิปสติกรวมกับผู้อื่น สำหรับคนที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศนั้นเวลาที่ยังเป็นโรคอยู่ควรงดเพศสัมพันธ์ หรือใช้ถุงยางอนามัย
ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today