ควันหลงจากเรียลลิตี้โชว์อะคาเดมี แฟนเทเชีย 2 คงยังไม่ทันจางสำหรับแฟนๆ ที่ติดตามชมการล่าฝันของหนุ่มสาวทั้ง 12 คนให้ได้ลุ้นกันตัวโก่งว่าฝีมือการร้องเต้นเล่นละครของใครจะโดดเด่นเป็นแนวไหนในแต่ละสัปดาห์ และที่โด่งดังไม่แพ้หนุ่มสาวกลุ่มนี้เห็นทีจะได้แก่คุณครูผู้ฝึกสอน โดยเฉพาะการเต้นซึ่งเป็นสีสันขาดไม่ได้ของการแสดง จนทำให้กลุ่มหนุ่มสาวได้ปลดปล่อยพลังในตัวเองออกมาอย่างเต็มความสามารถ คุณครูคู่ duo ที่ว่าคือ ครูเป็ด - วาเนสซ่า กัณโสภณ และครูอาร์ต - อัศกร สุจาริธรรม แห่งสถาบันลาดองซ์ บาย วาเนส มาเผยหัวใจสำคัญของการเรียนเต้นรำให้สนุก และหนทางไต่บันไดเพื่อมุ่งเป็นนักเต้นระดับมือโปรฯ

• ถ้าอยากเรียนเต้น แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่รู้ว่าตัวเองแก่เกินไปหรือไม่ จริงๆ แล้วการเต้นควรเป็นเรื่องของเด็กๆ หรือเปล่า
ครูเป็ด : การเรียนเต้นอย่างบัลเล่ต์นั้นเด็กจะเริ่มเรียนได้ตั้งแต่ยังเล็กๆ 5 ขวบก็เริ่มได้แล้ว หรือหากเป็นแจ๊ส หรือฮิพฮอพ เด็กที่จะเริ่มเรียนควรโตขึ้นมาหน่อยตั้งแต่ 8 ขวบขึ้นไป สิ่งสำคัญที่สุดของคนที่สนใจอยากเรียนเต้นก็คือ “ใจ” ค่ะ
ควรเริ่มต้นจากใจที่ชอบการเต้นรำก่อนแล้วความพยายามอย่างอื่นๆ ก็จะตามมาเองโดยอัตโนมัติ เรื่องของการเต้นที่จริงไม่ได้จำกัดเฉพาะเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่ก็สามารถมาเรียนได้ คุณแม่หลายคนมานั่งดูลูกเรียนเต้นก็อยากเต้นด้วย แต่อาจยังอายอยู่ ครูก็จะชวนให้เขามาเรียนพร้อมกับลูก พอเริ่มเต้นได้ก็สนุกแล้ว แม่กับลูกชวนกันซ้อมเต้นเป็นภาพที่น่ารักมาก และการเต้นก็กลายเป็นกิจกรรมที่ทำให้ครอบครัวนั้นใกล้ชิดกันมากขึ้น
สำหรับเด็กนั้น หากเป็นที่ต่างประเทศเด็กมักจะชัดเจนกับความต้องการของตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก เหมือนอย่างครูอาร์ตที่สมัยอยู่อเมริกาเห็นคนเต้นแท็ปในโทรทัศน์ตั้งแต่ 5 ขวบก็ชอบ ขอคุณแม่ว่าอยากไปเรียนเต้น แล้วก็รักที่จะเต้นมาจนโต แต่สำหรับเด็กไทยวัยนั้นอาจจะยังไม่รู้ความต้องการของตัวเองชัดเจนนักว่าตัวชอบอะไร คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเป็นคนส่งเสริมให้เขาทำกิจกรรมที่ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
เด็กบางคนอาจจะดื้อมาก การส่งให้เขามาเรียนเต้นรำก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างระเบียบวินัย การจัดระบบความคิดในการที่ต้องมาเรียนให้ตรงเวลา การจัดระเบียบร่างกายตัวเอง แม้กระทั่งการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นๆ ในสังคมที่เรียน เราไม่ได้เน้นว่าเขาต้องมาเป็นนักเต้นอาชีพ แต่ให้เต้นจากใจ และเมื่อถึงวันที่ทำได้ดีในระดับหนึ่งได้รับการยอมรับให้ขึ้นเวทีแสดง เมื่อเขามองเห็นความสง่างามของตัวเองในกระจกก็จะเกิดความภูมิใจและมีทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง และทำให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจด้วย สิ่งเหล่านี้คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “กล้าแสดงออก” และ “ความเคารพตัวเอง” แต่ครูจะไม่อยากสอนเลยหากเด็กคนนั้นมาเรียนเต้นเพียงเพื่ออยากจะไปเต้นอวดคนอื่นตามสถานเต้นรำตอนกลางคืนที่ไหน
• การเต้นสำหรับผู้ชายและผู้หญิง มีความแตกต่างกันหรือไม่
ครูอาร์ต : ก็ต่างกันนะครับ ส่วนใหญ่เด็กผู้ชายจะเป็นฝ่ายขอเรียนเอง ขณะที่เด็กผู้หญิงมักจะเริ่มจากคุณพ่อคุณแม่เลือกให้เรียนก่อนแล้วถึงค่อยชอบทีหลัง
ครูเป็ด : ถ้าเป็นแง่มุมของการฝึกซ้อมจะเหมือนกัน แต่ด้วยจิตใจที่ต่างกันเมื่อสื่อออกมาในท่าเต้น จึงทำให้แตกต่าง ระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิงเองถ้าจิตใจไม่เหมือนกัน ความอ่อนช้อยของการเต้นก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี ผู้หญิงและผู้ชายแม้เรียนในชั้นเรียนเดียวกัน แต่แนวของการเต้นก็ไม่เหมือนกัน หรือแม้จะวางท่าเดียวกันแต่ความรู้สึกที่ส่งออกมาก็ต่างกันแล้ว แต่ละคนจะปรับท่าทางไปตามบุคลิกและตัวตนของเขาเอง
• เริ่มต้นเรียนกันอย่างไร
ครูอาร์ต : ทุกคนจะต้องเรียนท่าพื้นฐานก่อน และต้องทำให้ตัวเองรู้สึกสนุกไปกับมันจึงจะเรียนได้ดี ส่วนคนไหนที่รักการเต้นอย่างจริงจัง ก็จะต้องเน้นเทคนิคในขั้นสูงมากขึ้นและต้องซ้อมหนักมากกว่าเดิม
ครูเป็ด : คือการเต้นตั้งแต่ระดับขั้นต้นไปจนถึงขั้นสูงระดับความเข้มข้นของเทคนิคจะแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญอยู่ตรงการอุ่นเครื่อง (warm-up) ที่จำเป็นต้องทำทุกครั้งก่อนเต้น โดยอาจใส่เทคนิคของการเต้นแบบต่างๆ เช่น เด็กที่มาเรียนเต้นฮิพฮอพ แต่ครูอาจใส่ท่าของบัลเล่ต์เข้าไปให้ฝึกตอนอุ่นเครื่อง เพราะจำเป็นต้องใช้เทคนิคของบัลเล่ต์มาช่วยในการถ่ายเทน้ำหนัก
คนเราจะยืนบนขาเดียวและทรงตัวให้ได้ หรือมีอยู่ 2 ขาแต่ต้องเต้นได้สารพัดท่านั้นต้องอาศัยการถ่ายเทน้ำหนักทั้งสิ้นซึ่งจะทำได้อย่างไร เป็นเทคนิคที่ทุกคนต้องเรียนรู้เพียงแต่ระดับการเน้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละขั้น คนที่มาเรียนใหม่ๆ ทำไม่ได้แล้วเริ่มเครียดเราก็ต้องให้เขารู้สึกสนุกที่จะเต้นก่อน หลังจากนั้นพอปรับตัวได้และเข้าใจหลักการ พื้นฐานของเขาจะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
• ต้องเริ่มต้องจากเรียนจากบัลเล่ต์เสมอไปหรือไม่
ครูอาร์ต : เทคนิคของบัลเล่ต์เป็นพื้นฐานของการเต้นทุกชนิด การได้เรียนรู้ก็เป็นเรื่องดีครับ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนบัลเล่ต์อย่างเดียวเสมอไป
ครูเป็ด : ต้องเข้าใจว่าการเรียนบัลเล่ต์จะมีแบบแผนที่กำหนดไว้แล้วห้ามเปลี่ยนแปลง ท่าทุกท่าต้องมีชื่อเรียก มีจังหวะมีมุมที่ต้องทำให้ตรงตามแบบ ส่วนการเต้นแจ๊สไม่ค่อยต่างจากบัลเล่ต์มากแต่จะมีอิสระในท่าทางมากกว่าแล้วแต่สไตล์ของคนสอนหรือเพลงที่เต้น การเต้นฮิพฮอพที่ฮิตๆ กันเดี๋ยวนี้ก็จะยิ่งฟรีสไตล์มากขึ้น คนที่เรียนฮิพฮอพอาจไม่สนใจอยากเต้นบัลเล่ต์ แต่อย่างน้อยก็ควรต้องเรียนรู้พื้นฐานบางอย่างมาใช้ในการเต้นจากบัลเล่ต์ด้วยเช่นกัน
• คนถนัดเต้นอย่างหนึ่งจะหันมาเรียนเต้นอีกอย่างหนึ่งได้ไหม
ครูเป็ด : การเต้นแต่ละแบบจะมีบุคลิกที่แตกต่างกันไปอยู่แล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็นบัลเล่ต์ แจ๊ส ฮิพฮอพ หรือจะเป็นโมเดิร์นแด๊นซ์ก็ตาม ก็ขึ้นกับตัวของผู้เรียนเองด้วยว่าถนัดแบบไหน และมีบุคลิกเป็นอย่างไร บางคนเรียนบัลเล่ต์มาอาจจะเต้นแจ๊สได้นิดหน่อยแต่เต้นฮิพฮอพไม่ได้เลย คนที่เต้นฮิพฮอพจะมาเต้นบัลเล่ต์อาจทำไม่เป็น
แต่สำหรับตัวครูเป็ดเองเรียนบัลเล่ต์อย่างเดียวตั้งแต่อายุ 10 ขวบจนถึงอายุ 20 แต่พอได้มาเรียนเต้นแจ๊สก็รู้สึกว่าเรากำลังจะเป็นเหมือนมาดอนน่า(ในยุคนั้น) พอเห็น mc hammer เต้นฮิพฮอพก็ติดใจอยากเต้นบ้าง ก็ลองคิดหัดทำตัวงอๆ แบบคนฮิพฮอพ คือควรจะหาคนที่เป็นต้นแบบแล้วก็เปลี่ยนความคิดนิดเดียวว่าเรากำลังจะทำอะไร อาจใช้การแต่งตัวหรือเพลงมาช่วยสร้างอารมณ์ร่วม ทีนี้ถ้าถามว่าทำได้หรือไม่ก็อยู่ที่คนๆ นั้นกล้าจะเปลี่ยนตัวเองเป็นแบบต่างๆ หรือเปล่า ถ้ากล้าก็จะทำได้
• ต้องมีการสอบวัดผลการเรียนหรือไม่
ครูเป็ด : มีค่ะ เป็นการสอบเพื่อให้คนที่มาเรียนได้รู้ว่าเขาได้อะไรไปจากการเรียนบ้าง อย่างครูเองก็ยังต้องไปเรียนเพิ่มเติมที่ต่างประเทศทุกปีเพื่อวัดมาตรฐานตัวเองว่าอยู่ตรงไหน ถ้าคนไหนเรียนได้ดีแล้วอยากพัฒนามากกว่านี้เราก็พร้อมจะส่งเขาไปเรียนต่อที่อื่นๆ ในมาตรฐานที่สูงขึ้น
• สำหรับคนที่เริ่มเรียนเต้น กว่าจะเป็นนักเต้นอาชีพได้ใช้เวลากี่ปี
ครูเป็ด : เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แล้วแต่ความสามารถ ความชำนาญ และพรสวรรค์ของแต่ละคนค่ะ บางคนเร็ว บางคนช้า แต่สิ่งที่ครูถือว่าสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความมุ่งมั่นมีมานะอดทนที่จะทุ่มเทให้กับการเต้นชนิดที่ว่าเอาตัวเองเข้าแลกก็ถือว่าเป็นพรสวรรค์เช่นกัน
• คนที่อยากเต้นให้ดีถึงขนาดขึ้นเวทีคอนเสิร์ต ต้องซ้อมกันขนาดไหน
ครูเป็ด : การจะได้เต้นถึงระดับขึ้นเวทีคอนเสิร์ตได้นั้นต้องซ้อมมาก ต้องยอมเหนื่อยเพราะทุกคนจะอยากให้งานออกมาดี สมัยเด็กๆ ที่ตัวเองซ้อมเพื่อเต้นในคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด เราซ้อมกันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 4 ทุ่มติดต่อกันประมาณ 3 เดือนเต็ม ไม่ว่างานเล็กหรืองานใหญ่ เมื่อไหร่ที่ต้องออกแสดงนักเต้นทุกคนก็จำเป็นต้องทำให้ดีที่สุด
• ท่าเต้นที่มีตั้งมากมายจะจำได้อย่างไรไหวคะ
ครูเป็ด : ปกติเด็กที่เรียนเต้นจะมีการปรับระบบความคิดซึ่งเป็นไปตามกระบวนการของการเรียนที่จะฝึกให้เขาเป็นคนช่างสังเกต ครูอาจจะแนะเทคนิคในการจำให้ ต่อเมื่อเขาเต้นมากขึ้น ซ้อมมากขึ้น ก็จะสามารถเดาได้เองว่าจากท่านี้แล้วจะไปท่าไหนต่อ เมื่อไหร่ที่เขาเริ่มรู้สึกว่าจำท่าได้ง่ายขึ้นแล้วนั่นคือระบบความคิดเขาถูกขัดเกลาอย่างนักเต้น ยิ่งได้ทำบ่อยๆ การจำท่าแบบมืออาชีพก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ
• สำหรับครูเป็ดมีคำแนะนำในการฟิตร่างกายอย่างไรสำหรับคนที่อยากเป็นนักเต้น
ครูเป็ด : ครูคิดว่าคนที่อยากเป็นนักเต้นที่ดีเขาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าควรจะดูแลตัวเองอย่างไร เพราะเวลาเขาส่องกระจกดูตัวเองขณะเต้น หรือเวลาที่อยู่บนเวที ทุกคนก็คงต้องอยากให้ตัวเองสวยและดูดี หากอยากเต้นแต่บุคลิกภาพไม่ดี หรือยังไม่เก่ง ร่างกายไม่แข็งแรงเขาก็คงไม่สามารถขึ้นเวทีแสดงได้ เพราะฉะนั้นมันต้องอยู่ที่ใจของเขาเองว่าพร้อมแล้วหรือยัง ในการเตรียมตัวของเด็กแต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน และมีดีกรีที่แตกต่างกัน
เรามักจะเห็นเลยว่าคนที่มุ่งมั่นและตั้งใจกับการเต้นมากเขาจะ มาด้วยกล้ามเนื้อที่สวย เขาอาจจะยกขาได้จนแนบหู เพราะได้ฝึกฝนตัวเองมา หากเขาพร้อมที่จะเต้นแล้ว ครูจะทำหน้าที่เพียงช่วยวัดว่าเขาพร้อมจริงหรือยัง วัดได้จากการมาเรียนเต้นบ่อยๆ และการฝึกซ้อม ถ้าเราเห็นพัฒนาการนั่นคือความสามารถของเขาเอง ไม่ใช่เพราะว่าครูเก่ง และที่ครูเลือกให้เขาขึ้นไปเต้นโชว์ก็เพราะเขาเก่งด้วยตัวเอง มีความรับผิดชอบในหน้าที่ และความทุ่มเทในการฝึกซ้อม เหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราจึงเอามาใช้กับลูกศิษย์ ถ้าเด็กคนไหนที่มุ่งมั่นจริงๆ เขาจะทำได้ค่ะ
สิ่งที่พบอีกอย่างหนึ่งสำหรับเด็กที่รักการเต้นโดยเฉพาะวัยรุ่นคือ มักจะมีความเท่และน่ารัก มั่นใจ มีน้ำใจ เป็นคนที่จัดการกับชีวิตได้ดี เป็นวัยรุ่นที่มีอะไรทำ ไม่กินเหล้าสูบบุหรี่ เพราะเขาจะรู้ว่าหากสูบไปปอดไม่ดี เต้นมากๆ จะเหนื่อยเร็วทำให้เต้นไม่ไหว เขาก็ไม่ทำค่ะ
สำหรับครูเป็ดเองทุกวันนี้ก็ยังเต้นได้เรื่อยๆ เพียงแต่พออายุมากขึ้นก็ต้องรู้ตัวว่าจะเต้นได้แค่ไหน อย่าไปฝืนกำลังตัวเอง แล้วก็ต้องรู้จักกินอาหารดีมีประโยชน์ มีโปรตีน มีผักให้ครบหมู่ ดื่มน้ำสะอาดซึ่งโชคดีที่มีพี่สาวคอยดูแลเรื่องนี้ให้ค่ะ นอกจากนั้นก็ชอบเล่นกีฬา ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้วทำให้ได้ออกกำลังกล้ามเนื้อต่างๆ ด้วย
• แล้วสำหรับครูเป็ดกับครูอาร์ตล่ะคะ คิดว่าตัวเองได้อะไรจากการเรียนเต้นรำบ้าง
ครูเป็ด : ได้ร่างกายที่แข็งแรง และได้สุขภาพจิตที่ดีแน่นอน ทุกคนตื่นเช้ามามีปัญหาในชีวิตประจำวันกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะชีวิตส่วนตัว เรื่องงาน เรื่องธุรกิจ แต่เมื่อไหร่ที่เข้ามาในห้องเต้นรำ ได้สะบัด ได้เหวี่ยง ได้หมุน ได้เตะขา มันเหมือนเราได้ปลดปล่อยพลังงานออกมาทำให้เราลืมปัญหานั้น พอเหงื่อออกได้ดื่มน้ำเปล่าเข้าไปก็สดชื่น เวลาเหนื่อยออกจากห้องเต้นรำเราก็ไม่อยากไปทะเลาะกับใครแล้ว ได้ผ่อนคลายใจ ยิ่งถ้าเสริมด้วยการทำสมาธิ หรืออ่านหนังสือธรรมะ ก็เหมือนได้เทขยะออกจากใจให้มันเบาลง ชีวิตก็มีความสุข แล้วบางทีพอตื่นขึ้นมาปัญหาบางอย่างที่คิดว่าหนักหนาสาหัสเมื่อวานนี้มันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้ (ยิ้ม)
ครูอาร์ต : ใช่แล้วครับ เวลาเต้นมันเหมือนลืมโลกภายนอกไปเลย ได้ความมั่นใจ ความเป็นตัวของตัวเองกลับคืนมา
ครูเป็ด : แล้วการได้มีความสุขกับชีวิต มีความเป็นอยู่ที่ดี มีงานทำ มีโอกาสให้เราได้สร้างสรรค์งานให้คนดูชื่นชมมีความสุข นี่แหละค่ะที่สำคัญที่สุด
อ่านถึงตรงนี้แล้วใครที่ใฝ่ฝันอยากลองเต้น หรือกำลังไต่บันไดเป็นนักเต้นมืออาชีพแบบครูทั้ง 2 ท่านนี้คงรู้ตัวแล้วนะคะว่าคุณควรทำอะไรบ้าง ถามใจตัวเองอีกทีว่าพร้อมหรือยัง ถ้าพร้อมแล้ว...เดินหน้าเลยค่ะ!
ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today